Coaching For Success


          ในการใช้ชีวิตในครอบครัว องค์กร หรือ สังคม คนเรามีการสื่อสารโดยการพูดคุยกันเพื่อสร้างความเข้าใจในการใช้ชีวิตร่วมกัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ เรามักมีการสื่อสารในแบบการสั่งการ คอยจับผิด ว่ากล่าว ดุด่า หรือ เอากฎเกณฑ์ หลักการต่างๆมาข่มขู่ ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ความไม่เข้าใจกัน ความเหินห่าง และพัฒนาสู่การโต้แย้งกันจนเกิดความแตกแยก ดังนั้น วิธีที่คนเราจะสื่อสารและอยู่ร่วมกันอย่างมีความเข้าใจ มีพลัง และ มีความสุขต้องอาศัยการโค้ช ( Coaching )

          ในองค์กร หัวหน้าโค้ชลูกน้อง ลูกน้องก็โค้ชหัวหน้าได้ เพื่อนร่วมงานก็โค้ชซึ่งกันและกันในลักษณะ 360 องศา เพื่อเดินไปสู่เป้าหมายขององค์กร หรือพูดอีกอย่างหนึ่งคือ การสร้าง Coaching Culture ในองค์กร ซึ่งมีพื้นฐานมาจากการสื่อสารด้วยความเอื้อเฟื้อ (Generosity) คือเป็นการประคับประคองซึ่งกันและกันในการนำพาองค์กรไปในทิศทางเดียวกัน

          การสร้าง Coaching Culture ต้องเกิดจากการ Transformation หรือ การปฏิรูปตัวตนใหม่ของสมาชิกในสังคมนั้นๆ ตั้งแต่ระดับบุคคลไปสู่ระดับครอบครัว ชุมชน องค์กร สังคม และประเทศ โดยเริ่มต้นจากการปฏิรูป “การเป็น หรือ Being” ในระดับบุคคล เมื่อคุณมี “การเป็นใหม่” บทแสดง (Action) ของคุณก็จะเป็นบทแสดงใหม่ ผลลัพธ์ก็จะเป็นผลลัพธ์ใหม่ เปรียบกับการเป็นนักแสดง ถ้าคุณได้รับบทเป็น “พระเอก” บทแสดงก็เป็นแบบคนที่สุภาพ อ่อนโยน แต่เก่ง ถ้าผู้กำกับบอกให้คุณเล่นเป็น “ผู้ร้าย” บทแสดงก็เป็นแบบดุดัน ก้าวร้าว นั่นก็คือ ถ้าคุณรู้ว่า “คุณเป็นใคร” คุณก็จะกำกับ “การเป็น” ของคุณและบทแสดงของคุณก็จะเปลี่ยนไปเอง ผลลัพธ์ก็จะเปลี่ยนไปตามสิ่งที่คุณประพฤติปฏิบัติออกมา

          ปัญหาของสังคมในวันนี้ คือ เราไม่รู้ ว่า เราไม่รู้ว่า “เราเป็นใคร”  เราจึงถูกตัวตนที่เราไม่รู้กำกับการแสดงของเราอยู่ จนบางครั้งเรายังประหลาดใจว่า เราทำอะไรบางอย่างลงไปได้อย่างไร คนเราบางทีไม่มีสติจนเราไม่รู้ว่าเราไม่มีสติแค่ไหน ทำให้สังคมสับสนวุ่นวาย แม้ในระดับครอบครัว บางที พ่อ ก็ไม่รู้ว่า “เราใช้ความเป็นพ่อ” หรือ “ความเป็นพ่อใช้เรา” ให้แสดงต่อลูกของเรา ทำให้เกิดความไม่เข้าใจกันระหว่างสมาชิกในครอบครัว พ่อโกรธและไม่พอใจลูก ลูกก็ไม่อยากคุยกับพ่อและคอยหลบหน้าพ่อ ทั้งที่ทั้งสองรักกันมาก แต่ไม่อยากคุยกัน นั่นเป็นเพราะต่างก็มี “ความคาดหวัง” (Expectation) ต่างกัน แต่ไม่เคยสื่อสารกัน เพราะต่างก็เก็บงำ สิ่งที่ตัวเองมีต่ออีกฝ่าย ซึ่งทำให้ต่างคนต่างโทษอีกฝ่ายว่าไม่เข้าใจเราเลย และสิ่งนี้มีผลต่อความสัมพันธ์ (Relationship)

          เมื่อไม่ได้อย่างหวัง ก็กล่าวโทษ ดุด่า ตำหนิ หาคนผิด และแน่นอน ผู้ผิดต้องไม่ใช่เรา ในมุมมองพ่อ คือ ลูกผิด ในมุมมองลูก คือ พ่อผิด แล้วอย่างนี้ความรัก ความผูกพัน และความสุขจะไปอยู่ตรงไหนกันล่ะครับ

          Coaching Culture เป็นวัฒนธรรมของการโค้ชซึ่งกันและกัน เกิดจาก
          1. การฝึกแยกแยะเรื่องมุมมอง
              หากเราแยกแยะได้ว่า สิ่งที่ปรากฏต่อเราอาจมีมุมมองได้มากกว่ามุมมองเดียวที่เรามี โดยฝึกขยับไปอีกจุดหนึ่ง เราจะเห็นมุมมองใหม่ที่เราไม่เคยเห็น ทำให้ภาพที่ปรากฏเปลี่ยนไป คุณก็สามารถยอมรับว่าคนอื่น ก็มีมุมมองอีกอย่างที่แตกต่างออกไปได้ คนอื่นก็ถูกในมุมของเขา การยอมรับกันและกันก็จะเกิดขึ้น นั่นคือ เราจะเป็นอิสระจากการเป็นตัวตน (Identity) เราก็สามารถยอมรับการเป็นและการไม่เป็นของผู้อื่นได้

          2. ฝึกการสื่อสาร ด้วยความเอื้อเฟื้อ
             ในโลกของการสื่อสารที่คนเราคุ้นเคย คือ การสื่อสารแบบ เพื่อการเอาตัวรอดในทุกสถานการณ์ของชีวิต ถ้าคู่สนทนาเหนือกว่า เราก็เอาตัวรอดโดยการปกป้อง เก็บงำ ถ้าคู่สนทนาอ่อนด้อยกว่า เราก็พยายามซ่อมแซมเขา ซึ่งทำให้การอยู่ร่วมกันขาดพลังชีวิตทั้งคู่ พื้นฐานของการสื่อสารที่จะสร้างพลัง และ ความรู้สึกดีๆต่อกัน คือ ความเอื้อเฟื้อและรับผิดชอบ โดยการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา แต่ด้วยการมีพื้นฐานมาจากการยอมรับผู้อื่นในแบบที่เขาเป็นและไม่เป็น

          ดังนั้น คุณจะสร้างผลลัพธ์ใหม่ๆที่ไม่เคยเกิดขึ้นในโลกใบเก่าของคุณโดยสิ้นเชิงจากการใช้ Coaching Culture ในระดับครอบครัวก่อนและขยายไปในระดับองค์กร และมันจะยอดเยี่ยมมากที่จะขยายไปในระดับประเทศ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s